คราวที่แล้ว เราได้แนะนำ หนังสือน่าอ่านไปแล้ว ตอนนี้ขอนำบทความบทหนึ่งของ คุณ ประภาส ชลศรานนท์ ในหนังสือเรื่อง "มะเฟืองรอฝาน" ซึ่งเป็นการรวบรวมบทความที่ได้ตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์มติชน ในคอลัมน์ "คุยกับประภาศ" หน้า ๑๔ ทุกวันอาทิตย์
ขอบอกตามตรงว่าก็ไม่ทราบว่าตอนนี้ยังมีอยู่หรือไม่ เพราะก็ไม่เคย ได้อ่านคอลัมนนี้ตัวเป็นๆ เหมือนกัน อ่านเฉพาะที่รวมเล่มแล้ว เหตุผลที่ซื้อหนังสืเล่มนีก็ไม่เกี่ยวกับชื่อเรื่องที่เหมือนกับชื่อเล่นของเราแต่ประการใดนะเจ้าค่ะ์
เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่ามีหนุ่มน้อยคนหนึ่ง(ขออนุญาตสงวนนาม) มีความตั้งใจที่จะทำการสอบแข่งขันระดับประเทศแต่ว่าไม่มีกำลังใจหรือขี้เกียจก็ไม่ทราบได้ ไม่เริ่มต้นที่จะอ่านหนังสือสักที พออ่านบทความของคุณประภาสแล้ว เชื่อได้ว่าอาจเป็นแรงพลักดันให้หนุ่มน้อยคนนั้นได้เริ่มต้นเสียที ขออนุญาต คัด ตัด ดัดแปลง บทความมาให้อ่านดังต่อไปนี้ (สอบถามตำรวจใกล้ๆตัวแล้ว ไม่น่าจะละเมิดลิขสิทธิ์) อ้อ...บทความที่ว่านี้ชื่อว่า .....แรงเฉื่อย!!!
"แรงเฉื่อย" นี่สำคัญมากนะ เพราะมันเป็นแรงที่ใช้ขับเคลื่อนยานอวกาศให้เดินทางในอวกาศได้ เวลาที่เราเข็นรถจนรถเคลื่อนที่ด้วยแรงเฉื่อยไปแล้ว แรงเฉื่อยจะค่อยๆ ลดน้อยลงไป เพราะมีแรงอีกแรงหนึ่งมาต้านไว้ ฝรั่งเรียกแรงที่ต้านนี้ว่า friction คนไทยแปลว่า แรงเสียดทาน แรงเสียดทานนี่จะมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับวัสดุที่เอามาทำล้อ และก้ขึ้นอยู่กับผิวของวัสดุที่รถเข็นจะวิ่งผ่านไป
ยิ่งขรุขระก็ยิ่งมีแรงเสียดทานมาก หรือที่ลุงแช่มป้าแม้นแกเีรียกมันฝืดนั่นเอง
รถที่วิ่งชนกันแม้คนขับจะอ้างว่าได้ยกขาออกจากคันเร่งแล้วแต่ไฉนยังชนกันอีก นั่นก็เพราะแรงเฉื่อย เพราะถึงแม้คนขับจะบอกว่าได้ยกขาข้างนั้นมาเหยียบเบรกเพื่อให้ล้อหยุดหมุนแล้วก็ตาม แต่เนื่องจากแรงเสียดทานของห้ามล้อหยุดหมุนรวมกับแรงเสียดทานจากความฝืดของถนนแล้ว ก็ยังสู้กับแรงเฉื่อยที่ขับเคลื่อนรถไม่ไหวอยู่ดี สุดท้ายผลลัพธ์ก็คือ..รถก็ยังชนกัน
ในอวกาศนั้นไม่มีถนนให้ยานอวกาศได้ฝืด ไม่มีแม้แต่อากาศจะให้ยานได้เสียดทานได้ ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงอาศัยใช้แรงเฉื่อยจากการขับเคลื่อนครั้งแรกให้ยานพ้นจากบรรยากาศของโลก ซึงก็ถือว่ามีแรงเสียดทาน รวมไปถึงแรงโ้มถ่วงที่จะดึงดูดยานอวกาศไว้ด้วย และเมื่อพ้นบรรยากาศของโลกแล้วยานอวกาศก็เริ่มเคลื่อนที่ต่อด้วยแรงเฉื่อยนี่เอง
มีหลายคนเลยที่ยังไม่่เชื่อว่ายานอวกาศที่เหาะไปดวงจันทร์ไปดาวอังคารนี่เขาไปด้วยเกียร์ว่าง เราจึงสมควรทำความเข้าใจและอาศัยประโยชน์จากเกียร์ว่างหรือแรงเฉื่อยกันดูบ้าง
อ่านมาถึงตรงนี้ อาจมีคำถามว่าแล้วเรื่ืองยานอวกาศไปดวงจันทร ์นี่ไปเกี่ยวอะไรกับคนจะอ่านหนังสือสอบ อีกสักประเดี๋ยวก็ต้องนำมาอุปมาอุปไมยให้เห็นภาพกันแหละน่า
คุณเคยอ่านหนังสือแล้วติดพันจนไม่ยอมวางบ้างไหม บางทีติดพันขนาดเวลาอาหารแล้วก็ไม่ยอมไป เดือดร้อนพ่อแม่ต้องมาตาม ดูโทรทัศน์หรือเล่นเกมก็เหมือนกัน จะว่าไปแล้วมันก็เหมือนเป็นแรงเฉื่อย ที่พอเริ่มแล้วมักหยุดไม่ได้
หนังสือหลายเล่มนี่ พอเราเห็นความหนาของมันแล้วแทบไม่อยากอ่านเลย บางเล่มนั้นทั้งความหนาบวกกับความขี้เกียจกลายเป็นแรงเสียดทานอันมหึมา พอๆกับแรงโน้มถ่วงของโลกนั่นทีเดียว
จำต้องใช้เชื้อเพลิงแรงๆ ขับเคลื่อนในตอนแรกก่อนจริงไหม?
อย่างไรก็ขอให้ได้เริ่มก่อนเชื่อเถิด แล้วแรงเฉื่อยในตัวเราจะขับเคลื่อนต่อเอง หนังสือสนุกๆ หลายเรื่องมีจำนวนหลายเล่ม เมื่อโดนแรงเฉื่อยของตัวเองอ่านไม่ว่างเลย
ตอนนี้ต่อให้อ่านอีกรอบหนึ่งก็คงยากในตอนเริ่มนั่นแหละ แต่หลังจากเริ่มแล้ว ก็คงเข้าเกียร์ว่างให้มันวิ่งไปเองเรื่อยๆ ได้
การอ่านหนังสือของหนุ่มน้อยก็คงไม่ต่างกัน ของเพียงได้เริ่มแล้วความตั้งใจอันดีแต่เดิมที่จะช่วยประคับประคองการขับเคลื่อนนี้ไปเรื่อยๆ เหมือนจับพวงมาลัยรถยนต์ โดยไม่ต้องเหนื่อยมาก
ท่องคาถานี้ไว้ "ขอเพียงแต่ได้เริ่ม" เมื่อเริ่มแล้วเราจะเคลื่อนที่ไปได้ดีแค่ไหน ไกลแค่ไหน มันก็อยู่ที่แรงเสียดทานของพื้นผิวละทีนี้ ถนนที่ราดยางมะตอยย่อมลื่นกว่าลูกรัง ยิ่งถ้าถนนยางมะตอยเปียกน้ำด้วยแล้วแรงเสียดทานก็จะยิ่งน้อยลง
ถึงตอนนี้ออกแรงเข็นเพียงเบาๆ ก็วิ่งกันยาวเลย แรงเสียดทานก็คือความคิดในใจเรานั่นแหละ
ลองหาทางเริ่มสตาร์ตเครื่่องให้ได้ รถที่ไม่ค่อยได้วิ่งเครื่องมักฝืดไปหน่อยทั้งนั้นแหละ บางทีไอ้ความขึ้เกียจ มันอาจเป็นเพียงแค่ตะกรันในหม้อน้ำเท่านั้นเอง
รถที่ออกวิ่งบ่อยๆ นอกจากเครื่องยนต์จะคล่อง สายพานและเพลาต่างๆ จะไม่ติดขัดแล้ว ทำเป็นเล่นไป เผลอๆ เราอาจเจอเส้นทางใหม่ๆ ที่เราไม่เคยไป แล้วถ้าโชคดี..ไอ้ทางที่เราเจอใหม่นั้นราดยางมะตอยอย่างดีด้วย
ขอบคุณทุกคนที่เข้าเกียร์หนึ่งและปล่อยแรงเฉื่อยอ่านจนจบ และหวังว่าการสตาร์ตการเขียนบล๊อกนี้จะทำให้ แรงเฉือยในตัวของใครบางคนออกมาสู้กับแรงเสียดทานให้ได้นะคะ และอาจจะไม่ต้องเปลี่ยนเกียร์อีกเลย เพราะเป็นการสตาร์ตการขับยานอวกาศ.....ที่หลายคนฝันที่อยากจะขับมัน

เอ้า ให้เครดิต พี่จิก ประภาส ชลศรานนท์ ด้วยฮะ
#1 By artomatic (124.120.114.119) on 2007-11-23 06:52