คิดถึงต่างจังหวัด
posted on 05 Mar 2008 01:56 by jaruwat-vs-nasiri in Etcผมเป็นคนต่างจังหวัดครับ
ย้อนหลังไปซักประมาณ 15 ปีที่แล้ว (บ่งบอกถึงอายุของผู้เขียน) บ้านผมอยู่ใน อ.เมือง บ้านเรือนเพื่อนบ้านข้างเคียงที่อยู่ติดกันประมาณ 5 หลัง ไม่มีรั้วด้านข้างบ้าน คงมีแต่ประตูรั้วหน้าบ้าน และรั้วหลังบ้าน เิดินไปมาหาสู่กันทางข้างบ้าน เหมือนอยู่บ้านเดียวกัน บ้านฝั่งตรงข้ามมีหนึ่งหลัง แม้จะมีรั้วล้อมรอบ ก็เป็นเพียงรั้วลวดหนาม เดินไปเดินมาหากัน เข้าไปเล่นกับเพื่อนบ้านที่อายุใกล้เคียงกันได้ทุกบ้าน เวลาเล่นซ่อนแอบ ก็ไปแอบมันอยู่ทุกๆ บ้าน ไม่สนใจว่าบ้านหลังนั้นเป็นของใคร
ฝั่งตรงข้ามบ้านยังคงมีทุ่งนา มีคันดิน มีบ่อน้ำ ให้เราได้วิ่งเล่น เล่นน้ำกับเพื่อนๆ ถึงเวลากินข้าวก็ไปกินบ้านเรามั่งบ้านเพื่อนมั่ง เหมือนกับว่า ซอยนั้นทั้งซอยเป็นบ้านเรา นี่แหละ ต่างจังหวัด
เวลามีงานบุญ แต่ละบ้านที่อยู่ภายในซอยก็จะมาช่วยกันทำกับข้าว คนละไม้คนละมือ ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทำกันไปก็คุยกันไป กินกันไป พอเสร็จงานก็จะตั้งวงกินเหล้าร้องรำทำเพลงกันสนุกสนาน ผมถือได้ว่า ทุกๆ คนภายในซอยบ้านผม เป็นญาติๆ ของผม
วันเวลาผ่านไปจนผมเรียนจบมัธยม ได้เข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพ พบเห็นสังคมในกรุงเทพฯ บ้านเรือนในกรุงเทพฯ เห็นกำแพงของแต่บ้าน แต่ก็ยังไม่เข้าใจความรู้สึกของผู้คนที่อยู่อาศัยในชุมชน ไม่รู้ว่าเขาคิดว่าเพื่อนบ้านเขาเป็นญาติ เหมือนผมหรือไม่
ช่วงนั้นกลับไปบ้านแต่ละครั้งก็ยังไม่ค่อยเห็นความเปลี่ยนแปลงของบ้านซักเท่าไหร่ จนกระทั่ง เพื่อนบ้านฝั่งขวาของบ้านผม ขายบ้านหลังนั้น เจ้าของบ้านหลังใหม่ก็สร้างกำแพงคอนกรีตกั้นเขตแดนระหว่างบ้านเขากับบ้านผม ตอนนั้น ผมรู้สึกอึดอัดอย่างไรบอกไม่ถูก ปกติเคยมองผ่านเขตแดนบ้านไปก็จะเห็นบ้านอีกหนึ่งหลัง เห็นเพื่อนบ้านนั่งเล่นนอนเล่นอยู่หน้าบ้าน แต่ตอนนี้กลายเป็นแผ่นปูนกั้นขวาง หันไปหันมาเวลาผ่านไป เพื่อนบ้านฝั่งซ้ายของผม ก็สร้างกำแพงคอนกรีตกั้นเขตแดนเสียอีกหนึ่งด้าน จากที่เคยเดินไปมาหากันทางข้างบ้าน ก็ต้องเดินออกหน้าบ้านเราไปเข้าหน้าบ้านเขา ก็เลยกลายเป็นว่า ไม่ค่อยได้เข้าไปหาพี่ๆ เพื่อนๆ ข้างบ้านบ่อยครั้งเหมือนแต่ก่่อน
หลังจากเรียนจบ ก็ตกงานตามวิถีชีวิตของเด็กจบใหม่ เลยกลับไปอยู่บ้าน มองดูเด็กๆ ยุคใหม่ภายในซอย ไม่มาเล่นกับเพื่อนบ้านเหมือนกับเด็กยุคผม คงมีแต่เล่นอยู่ภายในบ้าน นานๆ ครั้ง จะออกมาเล่นด้วยกัน ทุ่งนาที่เคยมีก็หายไป พื่นที่ที่เคยวิ่งเล่น โดดน้ำเล่นกับเพื่อนๆ ก็หายไปกลายเป็นหมู่บ้านทาวเฮ้าส์ที่มีแต่กำแพงกั้นเป็นสี่เหลี่ยม บ้านเพื่อนบ้านภายในซอยก็มีกำแพงกั้นทั้งสี่ด้านเหมือนกับหมู่บ้านทาวเฮ้าส์ที่สร้างใหม่ แต่ความรู้สึกความเป็นเพื่อนบ้านยังคงเป็นเช่นเคย เหมือนเป็นญาติๆ ของผม แต่การพบปะสังสรรค์ที่เคยมีก็ลดลงไปตามวันเวลา
จนกระทั่งผมได้เข้ามาทำงานและเป็นหนึ่งในสังคมของกรุงเทพมหานครเต็มตัว พักอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียม(ห้องสี่เหลี่ยมเต็มไปด้วยคอนกรีตแผ่นปูน) เคยพูดคุยกับผู้พักอาศัยห้องข้างๆ แต่ก็เป็นไปอย่างผิวเผิน ประกอบกับได้ทำงานได้พบปะผู้คนในสังคมกรุงเทพฯ สังคมที่เต็มไปด้วยกำแพง พบว่า สังคมในกรุงเทพฯ ไม่ค่อยมีเพื่อนบ้าน ในแบบที่เป็นเพื่อนบ้านจริงๆ บางครั้งเพื่อนบ้านก็เป็นศัตรู ขนาดว่า บ้านข้างๆ ก่อสร้างต่อเติมบ้านเขา ยังไปกล่าวหาว่าเขาปิดกั้นช่องลมที่จะพัดผ่านบ้านข้างๆ กำแพงในกรุงเทพฯ กั้นทั้งเขตแดน กั้นทั้งความรู้สึกความเป็นเพื่อนบ้าน ความรู้สึกที่ว่าเป็นญาติกันคงไม่มี สังคมนี้ต่างคนต่างอยู่ แก่งแย่งแข่งขัน เป็นสังคมแห่งการเอาตัวรอด ต้องเอาสัญชาตญาณดิบออกมาใช้ในบางเวลา
แม้ว่าบ้านผมจะเป็นจังหวัดที่อยู่ติดกับกรุงเทพฯ แต่ก็มีโอกาสกลับไปเยี่ยมเยียนบ้านอย่างมากเดือนละครั้ง กลับไปแต่ละครั้งก็ได้รับความรู้สึกดีๆ ว่า นี่เราอยู่บ้านนะ รู้สีึกอบอุ่น ถึงแม้ว่า จะไม่ได้วิ่งเล่นไปมาระหว่างบ้านของเพื่อนบ้านกับบ้านผม มันก็ยังคงความรู้สึกว่าเป็นญาติเราอยู่
เวลาผ่านไป เพื่อนบ้านที่เคยรู้สึกว่าเป็นญาติหายไปกันหมด เพื่อนในรุ่นราวคราวเดียวกัน บางคนก็ไปทำงานกรุงเทพฯ เช่นเดียวกับเรา บางคนก็ติดคุก บางคนก็สูญหาย ความรู้สึกเก่าๆ ค่อยๆ เลือนลาง กำแพงมันเริ่มทำงานของมันแ้ล้วครับ ซึ่งผมคิดว่า ซอยบ้านผมก็คงจะกลายเป็นสังคมกำแพงไปซะแล้ว
แต่ต่อมา ผมก็ได้พบกับสังคมกรุงเทพฯ อีกมุมมองหนึ่ง ซึ่งเป็นสังคมกรุงเทพฯ ที่อยู่บริเวณชานเมืองฝั่งธนบุรี สังคมคอนกรีต ชุมชนหมู่บ้านทาวน์เฮ้าส์ ในซอยของหมุ่บ้านทาวเฮ้าส์ที่ผมได้สัมผัส ผมได้รับถึงความรู้สึกของเพื่อนบ้าน แม้จะมีกำแพงคอนกรีตกั้น มันคงกั้นแต่เพียงเขตแดน ไม่ได้กั้นความรู้สึกการเป็นเพื่อนบ้านไว้ด้วย บ้านฝั่งข้าม บ้านข้างๆ คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีงานช่วยงาน เวลาสังสรรค์ก็มาร่วมสังสรรค์ เป็นสังคมที่ผมคิดไว้ว่า คงจะไม่มีในกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทยเรา รับรู้ได้ถึงความรู้สึกการเป็นญาติกันอีกครั้ง
ผมคิดถึงความเป็นต่างจังหวัดเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ในขณะนี้ แม้ผมได้กลับไปบ้านมีความรู้สึกว่าเป็นบ้านของผมจริงๆ ความรู้สึกแห่งการเป็นญาติกันก็ยังคงอยู่ แต่ความ่รู้สึกที่ว่า ผมอยู่ต่างจังหวัด คงเหลือแบบเลือนลาง และไม่รู้ว่า จะเติมเต็มความรู้สึกนั้นอีกได้เมื่อไหร่
ผมคิดถึงต่างจังหวัด
สุดท้าย กำแพง มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้มันในหน้าที่ไหน มันขึ้นอยู่กับตัวเราเองที่จะกำหนดว่า มันคืออะไร ทำหน้าที่อะไร จงใช้มันให้ถูกหน้าที่และสมประโยชน์ของเราอย่างดีที่สุด
และสิ่งที่น่ากลัวที่สุด ก็คือ การสร้างกำแพงในจิตใจ หากตอนนี้คุณมีกำแพงอยู่ในจิตใจ ลองคิดดูว่าคุณจะสร้างมันต่อไปหรือทำลายมัน

#1 By (203.144.145.100) on 2008-03-05 07:03